''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะเหตุใดน่ะหรือ ? เนื่องจากประวัติศาสตร์ของสมาคมนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานปัจจุบันคือพลาด พลาดที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่ารังเกียจ แม้กระนั้นควรทำเป็นดีมากกว่านี้ โดยดูจากทีมกำลังพอดีแล้วก็ทำผลงานได้ดี
ตอนเปิดตัวเมื่อก.ค. พวกเราแทบจะมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เนื่องจากเขาคงตระหนักดีว่าการมารับงานที่สมาคมนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำปฏิญาณโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู่นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : เพราะเหตุใด ในปีข้างหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้งดงามอย่างเคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ่มแจ้งคือ บอลเปลี่ยนไปมากมาย แล้วก็การประลองไม่ได้ราวกับเมื่อ 10-20 ปีก่อน มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครองความยิ่งใหญ่อยู่ทีมเดียว ผมรู้ๆกันอยู่ ผมรู้ดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าหากคุณจำได้ครั้งแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้ทะนงตัวเลย ผมรู้ดีว่าคำพูดผมมันเป็นความเสี่ยงเมื่อผมพูดว่า : "ผมอยากให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ในตอนนี้" แม้กระนั้นผมมีความคิดว่า ถึงในตอนนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นอย่างไร คุณก็จำต้องพูดแบบนั้น แม้กระนั้นผมรู้ดีว่ามันยาก"
"ผมรู้ดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีข้างหลัง ผมรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สมาคมอื่นๆแม้กระนั้นผมก็ยังอยากเปิดให้สัมภาษณ์อย่างงั้น เนื่องจากผมคิดว่ามันถูกต้อง"
นี่คือการพูดของคนที่ตระหนักรู้ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนบริบูรณ์ มูรินโญ่ไม่ได้ทะนงตัวอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขารู้ว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวคือจำต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมณ ตอนนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม แล้วก็เขารู้ดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมอยาก ผมเลือกอยู่กับสมาคมที่ผมอยากไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททั้งหมดทุกอย่างที่ผมมี ผมไม่สามารถที่จะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในทางของ เวลา, ความกระหาย แล้วก็ความตั้งใจจริง ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าหากผมพินิจพิจารณาตัวเอง ผมมีช่วงไปถึงเป้าหมาย ที่ผมได้แชมป์มากมาย แม้กระนั้นผมไม่ได้มีความสุขสุดกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำในขณะนั้น ผมมีความคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น แล้วก็ทำอะไรให้ดีมากกว่านั้นได้ แม้กระนั้นณ ตอนนี้ ผมมความสำราญกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสำราญอย่างยิ่งยวดในบอลอยู่ นั่นคือพาทีมชนะแล้วก็ได้แชมป์"
แสดงว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด แล้วก็เชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แม้กระนั้นเขากลับรู้ดีว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
มีความคิดว่าตัวเองยังไม่สุดกำลังกับการควบคุมทีม แม้กระนั้นในตอนนี้เขากลับพูดว่า เขากำลังมีความสุขที่สุด ในขณะที่เหตุการณ์แล้วก็จังหวะการครองแชมป์ของอสุรกายแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … เพราะเหตุใดถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรคือความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความหลงใหลในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การกล่าวยกย่องที่ท่านมีให้แก่พวกสมาคมใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมจำได้ไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดหมายชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แม้กระนั้นผมรู้ทั้งหมดทุกอย่างเกี่ยวกับนัดหมายชิงนัดหมายนี้ เนื่องจากมันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมจำต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดโดยทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ครั้งแรกที่ผมได้ร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกรอบ (คุมปอร์โต้ปี 2004) แล้วก็ครั้งแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากมายในอาชีพของผมแล้วก็ผมรู้ๆกันอยู่ถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมไม่ได้ศึกษาอะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยศึกษาเรื่องของสมาคมต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แม้กระนั้นกับตรงนี้ ผมไม่จำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจำนวนมาก แม้กระทั้งจนกระทั่งก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นที่ปรึกษา แล้วก็ข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามที่นี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ระหว่างที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มเตรียมเปลี่ยนตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "ชาวอังกฤษกว่า 50,000 คนตะเบ็งใส่หูผม" แล้วก็เขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสมาคมที่เขาชอบพอที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามที่นี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีทางลืมเช่นเดียวกัน
"คุณคงหวังว่าผมจะตอบอย่างอื่น แม้กระนั้นความจำที่แจ่มแจ้งของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือในตอนที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 แล้วอีก 5 นาทีต่อมาเป็นแดนนรก!!"
"ตามเดิมแล้วถ้าหากพวกเรายิงประตูในนาที 88 คู่ปรปักษ์ของพวกเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นแบบนั้น พวกเรากลับมี 5 นาทีนายทวารพวกเราจำต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระเด้งไปมา แบ็กซ้ายของผมจำต้องไปยืนคุมเสา พวกเราคิดว่ามันคงจบไปแล้ว แม้กระนั้นพวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) คิดว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังในขณะนั้นได้ดี"
"ผมคิดว่าเกมมันจบแล้วแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมให้เกมจบลง มันเป็นแดนนรกของพวกเราเลย แดนนรก!!!"
เหตุการณ์ในตอนนี้คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แม้กระนั้นเขาเป็นที่ปรึกษาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามที่นี้ในฐานะที่ปรึกษาคู่ปรปักษ์ โอกาสนี้เขาเดินลงสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสมาคมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่ทรวงอก
"กระหยิ่มใจ ผมมีความภูมิใจมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มากมาย มีที่ปรึกษายิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่อายเลย ไม่สักนิด ผมแค่คิดว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ แล้วก็นิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแม้กระนั้นผมก็กระหยิ่มใจมากมายเช่นเดียวกัน"
"ในฐานะคู่ปรปักษ์ เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณมีความคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกบอล" คุณดูไปทั่วสนามแล้วรำพึงว่า "ว้าววว" แม้กระนั้นผมก็เคยมีความคิดว่ามันเหมาะสมกับผมเช่นเดียวกัน"
"ผมรู้สึกกระหยิ่มใจมากมายทุกนัดหมายที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกแบบนั้น แล้วก็หวังว่าจะรู้สึกแบบนั้นไปกระทั่งช่วงเวลากลางคืนในที่สุดของผม มันควรจะเป็นแบบนั้น ผมไม่ชอบช้าผู้เล่นอยู่ตรงนี้ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสมาคมลดลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขารู้ๆกันอยู่ถึงประวัติศาสตร์สมาคมหนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของการให้โอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดให้โอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แม้กระนั้นมีคนที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูที่แล้ว ผู้คนจำนวนมากรอคอยโอกาส ผู้คนจำนวนมากมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำเป็นที่จะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอคอยให้พวกเขาทำผิดพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"โอกาสก็มีแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีวันเลือกอื่น เนื่องจากมีนักฟุตบอลเจ็บจำนวนมาก"
"เหตุการณ์ต่างไปในฤดูนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความมุ่งหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงมากขึ้น"
"ถ้าหากคุณไปไล่มองในประวัติดาวรุ่งของสมาคม คุณจะพบ บางบุคคลที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แม้กระนั้นแล้วปีที่ 3 ค่อยกระโดดมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่พวกเรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งส่วนใหญ่ พวกเขาขึ้นมาครั้งแรก ไม่ทราบสึกกดดัน ไม่ทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่ปรปักษ์ก็ไม่รู้ เลยโดนโจมตีแบบไม่ตั้งตัว แม้กระนั้นพวกเราก็ฝึกซ้อมกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางครั้งบางคราวบอล มันขึ้นอยู่กับจังหวะ แน่ๆ ทุกคนตรงนี้รู้ๆกันอยู่ถึงทางของสมาคมนี้ที่ให้โอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนกับว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินการอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นที่ปรึกษาในขณะนั้น
เขาพูดว่า เขาไม่ได้อยากโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาจำต้องนั่งข้างสนามหลายครั้งเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขามานะอดทนอดกลั้น มานะนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกมีความสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนที่ปรึกษาบ่อยเกินไปแล้วในระยะหลัง ซึ่งเขารับรองว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีสัญญา 3 ปี ผมไม่สามารถที่จะขอมากยิ่งกว่านั้นได้ขณะนี้ แม้กระนั้นถ้าหากผมไปถึงเป้าหมายขณะนี้ผมคงขอสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเนื่องจากผมอยากอยู่"
"ผมอยากอยู่ตรงนี้ มันเป็นสมาคมที่ผมสามารถสร้างการบรรลุเป้าหมายใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมอยากเวลาสักนิดสักหน่อย ผมคิดว่า 3 ปีก็พอเพียงแล้ว (ในแนวทางการทำทีมกลับมาไปถึงเป้าหมาย)"
"ผมไม่ได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แม้กระนั้นผมอยากอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาอยาก ไม่ใช่ในตอนที่ผมอยาก เนื่องจากผมไม่ได้อยากจากไปเลย"

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นแต่จะทำให้อ่างชามยักษ์เงียบมากโดยมีแม้กระนั้นเสียงโห่ร้องจากบรรดาผู้มาเยือนห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์มีความรู้สึกว่ากฎประตูทีมเยือนที่ออกกันมานั้นมีความไม่ยุติธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ยังไงทีมที่อุตสาห์ขะมักเขม้นรัวถึงสามลูก (ทั้งที่จากเกมแรกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเป็นระเบียบเรียบร้อย) จะต้องมาโดนดับช่องทางเพียงแต่การเสียลูกเดียว??

ตอนนั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดเดียว โน่นหมายถึงว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินจำเป็นต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้ามั่นใจว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาตรงไหน นี่เป็นชมรมเลขหนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะเยอทะยานประสงค์ครองเจ้ายุโรปให้จงได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแม้กระนั้นบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจจะตบเกียร์ห้าถัดไป อย่าลืมว่าข้อเสียเป็นข้างหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เนื่องจากว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วใครกันแน่ได้มากกว่าจะได้รับการชูมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งใจว่าเพื่อพวกทีมเยือนไม่เป็นอุดกันเป็นเงื่อนไขสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับผม-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคหยุดรอบรองชนะเลิศอีกทีด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติโก มาดริดสองนัด 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แม้กระนั้นมาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามคำถามว่าเสือใต้ควรอกหักไม่ได้ไปซาน สิโร่ที่ไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้ายังนึกออก แต่ว่านั่นแหละทุกคนเข้าใจว่าเป็นใครกันแน่ก็โกรธ ทั้งการเป่าห่วยแตกของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจะต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งที่สกอร์สองนัดยังไงก็ควรจะได้เตะขยายเวลาเนื่องจากว่าเท่ากัน 1-1 ถ้าเพียงแต่ข้อตกลงจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยือนพิเศษในกรณีทำประตูนอกรังได้ หรือจนกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำได้ดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้พอๆกับบาเยิร์นถึงที่เหมาะ 3-3 แม้กระนั้นพวกเขาก็ไม่วายจะต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เนื่องจากว่าจากกฎอะเวย์โกล

แน่ๆ แท็กติกก็เลยจะต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยือนชนิดนี้

ปัญหาคือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้าไม่ได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรจะทำตามไรดี เนื่องจากว่าถ้ามัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าในทันที ซึ่งฤดูที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำอย่างนั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม เพียงแต่เกมสองไม่สามารถอาศัยเกมตอบโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของพระราชาชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นครั้งแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอกัน) โดยเหตุผลเริ่มมาจากเพื่อกำจัดการรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เท่ากัน สมัยเก่าจะต้องคิดภาพตามว่ายุคอดีตกาลที่การเดินทางยังไม่สบาย ระบบต่างๆก็ค่อนข้างจะล้าหลัง ซึ่งยุคนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของทีมเยือนในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็พอเพียงเข้าใจตามได้ว่ามันทุกข์ยากลำบากต่อการที่ทีมใดก็ตามจะต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปฟาดลำแข้งภายใต้ข้อกำหนดของสาเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักพบผลที่ชนะกันใหญ่โต อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของประเทศฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่กระหน่ำทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือว่าเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

นอกจากนี้ ตามความเชื่อถือของยูฟ่าเป็นเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปพ่ายแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็ดี ระยะเวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ทุกๆวันนี้การออกนอกประเทศถือว่าง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจายเท่านั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยือนในยุโรปก็กำชัยมากเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมแน่ใจว่าเกมฟุตบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ทดลองว่าเป็นทีมอื่นก็อาจจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลอย่างนั้น

ถ้าโน่นเป็นบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็บางทีอาจถูกลงโทษนักเตะจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสเหตุว่า พวกเขาเกรงสั่นเกินความจำเป็น ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกชิดกันภายในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

ขณะเดียวกันก็เป็นได้ว่าถ้าไม่มีอะเวย์โกล เกมก็บางทีอาจจะต้องขยายเวลาเนื่องจากว่าพอเพียงบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็บางทีอาจผ่อนเกมลง ขอใช้คำว่า ''อาจจะ'' ครับ เนื่องจากว่าการมาเขียนวิเคราะห์ทีหลังย่อมยากที่จะคาดเดาเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามตอนนั้นๆ

ครับผม ตามเซนส์ของพวกเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยือนไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ข้างใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดสองมักถูกมองว่าได้เปรียบกว่า

เนื่องจากว่ากฎอะเวย์โกลนำมาซึ่งการทำให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แผนการใดสู้ บางโอกาสมขอยิงได้สักลูกก็พึงพอใจ ถ้าจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แม้กระนั้นถ้าเสมอ 1-1 หรือจนกระทั่งเสียท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความมั่นใจจิตใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

นอกจากนี้จากผลที่ได้รับจากการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และรอบตัดเชือก) มีสูงยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งโน่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยือนได้ว่านำมาซึ่งการทำให้นัดสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าพบเยอะกว่า หรือบางโอกาสมันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เนื่องจากว่าครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางโอกาสก็ดูเชิงกันบ้าง บางโอกาสก็เน้นย้ำแท็กติกกันเยอะไป และบางโอกาสร่างกายที่เพิ่งจะลงไปอาจจะฟิตทั้งคู่ แม้กระนั้นพอเพียงเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็บางทีอาจบดเอาชนะได้'' เรารูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ล่วงเลยไปเมื่อคืนวันอังคารและพุธก็เดินตามแนวความคิดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์บางทีอาจโอดครวญถึงช่องทางเป็นอันมากในครั้งแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งผองก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายต่อหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ตามกว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้แต่กฎซัดเดนเดธซึ่งเคยประยุกต์ใช้ช่วงหนึ่งก็ดูจะป่าเถื่อนเกินความจำเป็น

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เนื่องจากว่าพวกเขาไม่ต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขามั่นใจว่าเกมสองที่ไปเยือนการไม่เสียไปก่อนจะทำให้เล่นง่ายดายเสียยิ่งกว่า ด้วยเหตุนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับสลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะเหนือกว่า'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยตกทรรศนะเอาไว้นานแล้ว

ตามเดิมแล้วทีมที่เก่งกว่าก็ควรจะเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่กินปลาเล็กโน่นแล

ถ้าด้วยความเป็นฟุตบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ที่เรื่องความก้าวหน้าของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้แต่ละทีมเกือบจะใกล้เคียงกัน เว้นเสียแต่ในแง่ทุน, ฝีเท้านักเตะ กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากกว่า เนื่องจากว่าพวกทีมใหญ่แน่ใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

ถ้าประตูทีมเยือนนี่แหละ…มักทำร้ายพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแม้กระนั้นพวกเขาย่อมอาจจะเปี่ยมด้วยความคาดหมาย เนื่องจากว่าเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของหัวหน้าฝูงลีก เอิง ตอนนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ ฉับพลันที่เห็นท่าทีคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่สังหารเข้าไป ก็ไม่ได้ต่างจากผีเสื้อสักตัวที่พบกับดักใยแมงมุมกระทั่งทำให้บินต่อไม่ติด ทั้งที่ดอกไม้อันสวยงามชูช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลเป็นข้อตกลงที่แฟร์มั้ย??

อาจจะไม่ แม้กระนั้นมันก็อาจจะดีมากยิ่งกว่าเตะจุดโทษถ้าพินิจเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เนื่องจากว่ามันได้วัดกึ๋นของผู้ฝึกสอนกับความจัดเตรียมของทีม

ถ้าผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะคัดค้าน

เนื่องจากว่ามันต้องการบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ชูช่อ ถึงแม้ว่าจะปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

ตอนนี้ข่าวสารระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับ
ปัจจุบันสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายเจ้ารวมทั้งผู้รายงานข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘ปีศาจร้ายแดง’ บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกันได้แล้ว
ลองสื่อถิ่นกำเนิดของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ดูท่าจะมีต้นเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย ด้วยเหตุว่าทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแต่ว่าก็เริ่มลงรายละเอียดบ้างแล้ว
ถ้าหากจำกันได้ เมื่อวันที่ 24 มกราคมก่อนหน้าที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว สำคัญๆก็ว่าถึงข่าวสารและกระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ว่าก็ทิ้งท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นไปได้พอเหมาะพอควร
มาวันนี้จากที่ติดตามเหตุการณ์มาเรื่อยๆและการตีข่าวสารจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีอาจจะจำเป็นต้องปรับระดับ ‘ความน่าจะเป็น’ ให้สูงขึ้นอีก วิเคราะห์กันนี้ เพราะเหตุใด กริซมันน์ จึงจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลสำคัญๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงลำดับที่ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติเตียนโก และอยากได้ไขว่คว้าหาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับทีมมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนกระทั่งตอนนี้ก็เกือบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันโดยส่วนตัวถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เป็นแม่ทัพตัวหลักของทีม ยิงประตูได้มาก ได้รางวัลผู้เล่นดีของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่จะปัจจุบันจะคว้าชั้น 3 ของ บัลลงดเว้นอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการยอมรับจากแฟนๆตราหมี และผู้คนในแวดวงแล้ว กริซมันน์ กลับประสบความสำเร็จได้แชมป์กับ แอตเลติเตียนโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูปัจจุบัน แต่ว่าก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติเตียนโก เขาจึงได้เพียงแต่แชมป์ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแต่รายการเดียวเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมาดูทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งขันมากยิ่งกว่าหนึ่งนัดหมาย ซึ่งถ้าหากว่าทีมชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมหลงเหลือที่ เมสตาย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากทีมอย่าง มาดริด แบบนี้ก็โบกไม้โบกมือลาจังหวะได้แชมป์ได้เลย เฉกเหมือนกับเหตุการณ์ในโกปา เดล เรย์ ที่ทีมกรุยไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น ด้วยเหตุว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ และสหายๆดันแพ้ติดอยู่รังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจำเป็นต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปนับว่ายากมากมาย จังหวะหยุดปีนป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแต่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 ทีมในที่สุดเท่านั้นที่ยังเป็นความมุ่งหวัง แต่ว่าทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูสังเวย ได้ แต่ว่าก็มีเสือราชสีห์วัวกระทิงเเรดรออยู่อีกมาก ด้วยความสำเร็จที่คว้ามาได้เพียงแต่น้อยนิด อาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความเจริญก้าวหน้าในอนาคต ด้วยเหตุว่าสำหรับอาชีพนักเตะ การได้แชมป์และการยกฐานะตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆนับว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่า มีประสิทธิภาพมากยิ่งกว่าจะเอื้อจังหวะให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าลำดับที่ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตกลงใจยกฐานะตัวเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตัวเองจากนักเตะฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดแม้เขาคิดก้าวผ่านจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ เว้นแต่ชื่อเสียง และเกียรติยศแล้ว เรื่องของรายพอดีจะมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็นับว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวสารว่าถ้าหาก กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าตอบแทนอย่างใหญ่โตเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนซี้ถึง 17 ล้านยูโรต่อปี จำนวนค่าตอบแทนนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในขณะนี้ นับว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีพอๆกับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าตอบแทนสูงสุดที่บอร์ดแอตเลติเตียนโกจะจ่ายให้ได้ แม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์ลำดับที่หนึ่งของทีม แต่ว่าถ้าหากจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่า ‘ตราหมี’ เป็นทีมที่มีวินัยทางด้านการเงินครัดเคร่ง พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักเตะทุกคนจะไม่มีผู้ใดได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน แม้นักเตะรายใดที่อยากได้ได้มากยิ่งกว่า ก็มีแค่โอกาสเดียวเท่านั้นเป็น ‘ย้ายออก’ เหมือนกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตกาลสองหัวหอกจำเป็นต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าตอบแทนที่สูงยิ่งกว่า ทั้งๆที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและเล่นเข้ากับทีมได้เป็นอย่างดี อีกเหตุนึงที่มีสาระสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพ และวางใจ ซิเมโอเน่ เป็นอย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าตราบเท่าที่ โชโล่ ยังอยู่กับทีมเขาจะไม่ไปไหนแต่ว่าจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส ซิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ท้องนาซิออน สื่ออาร์เจนติเตียนน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดการเปลี่ยนแปลง” “ดีเอโก้ รู้สึกสบายกับชีวิตที่มาดริด แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ผมไม่ทราบว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ลองพ่อที่ปรึกษาใหญ่พูดชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อไม่ค่อยสบายใจที่ว่า แอต.มาดริด อาจไม่ยินยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูจะเป็นข้อสันนิษฐานที่มัว ด้วยเหตุว่านานมาแล้ว ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับแนวทางการขายสตาร์ของทีมออกไปเลยแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด โคนร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
ลำแข้งกลุ่มนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจจะไม่มีข้อยกเว้น ขอเพียงแค่เงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะโดนจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา ข้อสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มแค่ไหน ? ถ้าหากระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกคำสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ปัจจุบันผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงหัวข้อนี้ แม้หลายๆคนยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ว่าถ้าหากลงเอยแล้วมันหลบหลีกไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าหากเขาย้าย เราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้าที่ผ่านมาเราทำให้มองเห็นมาหลายคราวแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทัศนะกับผมไว้เช่นนี้โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวและผู้บริโภคอย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติเตียนโก ก็แค่รอคอยฟังข้อเสนอ

ขอกล่าวว่ามันเกิดเรื่องอัศจรรย์มากมายครับ อัศจรรย์เท่ากับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ สิตี้ เมื่อฤดูที่แล้วเลยทีเดียวว
เป็นตั้งแต่แมื่อ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! อดีตสมาชิกของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 ครั้งติดต่อกันในทุกรายการ โดยถล่มไป 15 ประตู และก็เสียเพียงแต่ 4 เม็ดแค่นั้น
พลพรรคหมาจิ้งจอกไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องกัน 5 เกม ถีบตัวเองหนีโซนอันตรายกระทั่งเกือบจะเชื่อมั่นได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มท้ายที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่หากพวกแก เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนต้นฤดู เผลอๆอาจมีสิทธิ์ป้องกันแชมป์ของตัวเองได้สำเร็จด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับว่าเรื่องพวกนี้จะมีขึ้น หลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ว่าก็จำต้องเชื่อ เนื่องจากว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งสิ้น 25 นัด ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่แข่งได้เพียงแต่ 5 นัดแค่นั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนจะเปลี่ยนที่ปรึกษาใหม่ เลสเตอร์ ประสบความปราชัยถึง 7 นัด และก็เสมอ 2 นัด โดยไม่ชนะผู้ใดกันแน่เลย
ผลงานล่มจมดำดิ่งไม่เหมือนกับเมื่อฤดูที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังตีน พวกเขาแปลงร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่ไม่ได้มีความน่าขามเกรงอะไรกระทั่งไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นทั้งๆที่ตัวเองมีอำนาจเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ชำนาญทางด้านเกมลูกหนังหลายท่าน (รวมถึงผู้ไม่ช่ำชองอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหาปัจจัยที่กล่าวว่าเพราะเหตุใด "แชมป์เก่า" ถึงนั่งเบียดกับความเสื่อมแบบงี้ ก่อนที่จะเจอปัจจัยสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ คงจะหมดแรงจูงใจ หลังพุ่งชนการบรรลุผลครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชมรม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่ๆว่าคู่แข่งย่อมรอบคอบและก็เน้นหนักมากเพิ่มขึ้นยามเจอกลุ่มหมาจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การปราศจากผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นคนจำนวนไม่น้อยฟอร์มตกอย่างน่าขยะแขยง ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ม่าห์เรซ และก็เจมี่ วาร์ดี้
และก็อื่นๆอีกมากมาย อาทิ "พลังงานบางสิ่ง" ที่พิสูจน์ไม่ได้ทางด้านวิทยาศาสตร์คงเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
หรือกองเชียร์หมาจิ้งจอกไทยที่เคยเจออย่างเยอะมากในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คงหายบ้าเห่อ ภายหลังที่กระแสความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ว่าในความมีชัย 6 นัดปัจจุบัน มันชี้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีปัญหาเหล่านี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าหมดแรงจูงใจตรงไหน สิ่งที่เห็นเป็นการไล่ขย่มคู่แข่งอย่างเอ็นจอยนิ้วโป้งเท้า
แม้คู่ปรับจะรอบคอบอย่างต้องหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แต่ว่าพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมนิ้วโป้งเท้าด้วยซ้ำ
แม้จะปราศจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ว่า เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเจ๋งพอที่จะเอาชนะคู่แข่งดังเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ม่าห์เรซ และก็เจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันสุดยอดออกมาอีกรอบ
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็ไม่ได้ทำอะไรบกพร่องน่าขยะแขยง แล้วสมาชิกจะงัดเลื่อยไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร และก็ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของกลุ่มที่เป็นคนประเทศไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ คนไหนกันที่มาเข้าพบแล้วขอความช่วยเหลือให้ปลดที่ปรึกษาชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักนิด เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษกล่าวอ้างว่าขอเข้าพบเจ้าของกลุ่ม เพื่อถีบเจ้านายของตัวเองออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเหมือนกันว่าไม่เคยทำอะไรที่เสื่อมเสียแบบนั้น
จึงพอเพียงจะสรุปได้ว่าพวกเขาไม่ได้เล่นแบบ "ล้มโค้ช" ครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มโค้ชเนี่ย เนื่องจากว่ามันน่าสังเวช เข้าใจว่ามันคงจะเกิดเรื่องที่ราษฎรคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อไม่ได้เป็นแบบที่ราษฎรเขานินทากัน แล้วเหตุไฉน ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนและก็หลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้คงจะจำต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่เป็นสุดยอดผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีผู้ใดกันแน่รู้มาก่อน เขากำหนดแผนการเล่นแบบเดิมๆให้สมาชิก ย้ำเกมรับรัดกุม ก่อนที่จะจังหวะเล่นงานแบบลอบฆ่า อาศัยความสามารถเฉพาะบุคคลของ รียาด ม่าห์เรซ และก็ความรวดเร็วกวานรกของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็ดังเดิมเป็น4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมสมรรถนะอาจต่ำกว่าเดิมด้วยซ้ำ เนื่องจากว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ตรงไหน กูก็อยู่ที่ตรงนั้น
…ว่าและจากนั้นก็สถาปนาตัวเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มทีแรกแล้วชนะต่อเนื่องกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรแบบงี้เลยครับผมคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้เพียงแค่ 4 ครั้งติดต่อกันแค่นั้น
นอกจากนี้จำต้องชื่นชมเจ้าของกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ ด้วยครับที่ตัดสินใจได้ถูกที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นจำต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันอายุ 53 ขวบ ในอดีตเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด และก็เฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านโค้ชทีแรกด้วยการเป็นที่ปรึกษากลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน หลังจากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ สิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนที่จะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกรอบในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็แปลงเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบเต็มตัวพร้อมทำสถิติสุดยอด ประเภทที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มคนไหนกันในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำเป็น เป็นคุมกลุ่มทีแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดต่อกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช สมาชิกของเขาก็เอาชนะคู่แข่งได้สำเร็จครับ-ขออภัย (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) นั่นถือได้ว่าสถิติในการควบคุมกลุ่ม เป็นชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ คงจะลอกการบ้านเก่งครับ เนื่องจากว่าเขาแทบไม่ได้เปลี่ยนอะไร โดยทำทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันพอดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นหิวของหมาจิ้งจอกกะล่อนให้กลับมาได้ดังเดิมอีกต่างหาก
เพียงแต่ในความเสื่อมของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเนื่องจากว่านักฟุตบอลเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกรอบ กลับไม่มีใครมองดูเลยว่ามันเป็นความสามารถของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละเป็น"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนต่อไปครับผม

แหม่…นี่หากผมเป็นประธานสโมสรฟุตบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด เอ็งเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
ยืนยันว่ากลุ่มชาติอังกฤษได้โอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่นอน เนื่องจากว่านี่เป็นสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเกิดเรื่องอัศจรรย์มากมายครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ สิตี้ ก็กลับมาเกิดใหม่ใหม่ เพียงแต่ปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมานานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยได้เห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างหนักแบบงี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันรุนแรงแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ สิตี้ และก็นาต่อไปนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ อาจจะงงงวยพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "กูทำผิดอะไร?" แต่ว่านี่แหละเป็นความเร้นลับ ซับซ้อน ลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน เพื่อนฝูงทรยศหักหลัง บนเหลี่ยมกลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่ๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้เล่นล้มโค้ชครับ

 

ศูนย์หน้าชาวแซมบ้า เชื่อฝีเท้าในการแข่งขันไล่ต้อนเปแอสเชคือผลงานที่ดีที่สุดของตัวเองตั้งแต่เล่นฟุตบอลมา

เนย์มาร์ ดาวซัลโวล ของทีมต่างดาว ชูฟอร์มเทพการเล่นเกมเปิดรังอัด ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 6-1 ในศึกยูฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบ 16 ทีม นัดสอง คือผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตของตัวเอง

ศูนย์หน้าชาวแซมบ้าโชว์ฟอร์มเป็นพระเอกในเกมนี้ ทำ 2 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ นำอาซูลกรานาสร้างปาฏิหาริย์พลิกแซงเปแอสเชแบบเหลือเชื่อ ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 6-5 ทั้งที่เป็นฝ่ายแพ้มาก่อนในเกมแรก 0-4 พร้อมตีตั๋วสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป

"ยินดีกับทุกคนในทีมเพราะพวกเขามั่นใจจนนาทีสุดท้าย" ศูนย์หน้าวัย 25 กล่าว

"ใช่ เราทำได้W88นี่คือเกมที่ดีที่สุดที่ผมเคยลงเล่น"

"ถ้าเราเชื่อมั่น ถ้าเราลงเล่น มันยากที่ใครหยุดทีมต่างดาว"

"เกมแบบนี้มันเกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะยิง 6 ประตู และเราก็ทำได้"

ขณะเดียวกัน ศูนย์หน้าชาวแซมบ้ายังเชื่อมั่นว่า ลิโอเนล เมสซี คู่หูในแนวรุกจะต่อสัญญาใหม่กับทีมแน่นอน

"เมสซีจะต่อสัญญาอย่างแน่นอน" เนย์มาร์ กล่าว

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานผู้เล่นเดอะกันเนอร์ ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส นายใหญ่เซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมสังกัดเดอะกันเนอร์ ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

นายใหญ่ชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับเดอะกันเนอร์หลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหานายใหญ่ความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีสยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะราคามาร์โค แวร์รัตติออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

มิดฟิลด์วัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ หงส์ กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 นัดติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับต้นสังกัด ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยเซนเตอร์วัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งเซนเตอร์ให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนยันอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ของสังกัด ว่า กาเบรียล เชซุส ดาวยิงวัย 19 ปี ได้รับบาดเจ็บกระดูกฝ่าเท้าแตก

กองหน้าชาวบราซิลเลียนย้ายเข้ามาช่วยทัพแมนซิตี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเขาก็ไม่ทำให้สังกัดผิดหวัง โชว์ฟอร์มเก่งด้วยการยิง 3 ประตู จากการลงเล่นตัวจริง 2 นัดในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บทำให้ต้องออกจากสนามตั้งแต่ 15 นาทีแรกจากนัดที่บุกคว้าชัยบอร์นมัธ 2-0

เบน อาร์กฟา กองหน้า ของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไม่ฉุน  ฆวน คาร์ลอส การ์เซโด้ ผู้ช่วยของ อุไน เอเมรี นายใหญ่  ของทีม ที่ตะโกนสั่งลูกทีมในสนามตลอดเกมเยือนบอร์กโดซ์ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ดาวเตะ 29 ลงเล่นเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 71 แต่กลับได้ยิน ฆวน คาร์ลอส การ์เซโด้ ที่ตะโกนสั่งผู้เล่นอยู่ข้างสนาม ทำให้เขาอารมณ์เสียและเดินมาคุยกับโค้ชรายนี้อย่างตรงไปตรงมา
"คุณตะโกนมากเกินไป ปล่อยให้พวกเราเล่นเถอะ หยุดตะโกนอย่างนั้นได้แล้ว" อาร์กฟา พูดกับโค้ชหลังจบเกม